ในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมากกว่า 10 ล้านคน (ข้อมูลจาก NECTEC และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อย ได้แก่ กลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมในการเล่นเกมส์ออนไลน์ การสนทนาออนไลน์ การอ่านหรือเขียนบล็อกและเว็บบอร์ดผ่านทางอินเทอร์เน็ตในแทบทุกครัวเรือนที่มีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์หลักในบ้าน และจากความนิยมในการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ในวันนี้กำลังเพลิดเพลินไปกับเทคโนโลยี Web 2.0 ที่เรารู้จักกันในนามเว็บ “Social Network” เช่น เว็บ Hi5, Myspace และ Facebook ภัยอินเทอร์เน็ตสมัยใหม่จึงมุ่งไปยังกลุ่มเด็กวัยรุ่นและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตามบ้าน ผ่านทางการเข้าเว็บ Social Network ดังกล่าว อีกทั้งการนิยมชำระเงินและทำธุรกรรมผ่านทางระบบออนไลน์ เช่น ระบบ Internet Banking และระบบ Pay-Online ต่างๆ ทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีหันมาปล้นเงินผ่านทางระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้นด้วยวิธีการล่อลวงทาง Cyber ในแบบต่างๆ เช่น การใช้เทคนิค Phishing และ Pharming ตัวอย่างภัยการใช้อินเตอร์เน็ตได้แก่
ภัยจากการใช้เทคโนโลยี Web 2.0 ผ่านทางเว็บ Social Network (Client-side Attack)การหลอกลวงผ่านทางการเข้าเว็บยอดนิยม เช่น Hi5 หรือ Face Book นั้นกำลังเป็นที่นิยมไปยังหมู่แฮกเกอร์ ด้วยเทคนิคหลากหลายรูปแบบผสมผสานกัน เช่น การใช้ Phishing ร่วมกับ Social Engineering เช่นการหลอกให้ผู้ใช้หลงเข้าไปล็อกอินในเว็บไซต์ปลอมที่ดูเหมือนเว็บไซต์ Social Network ยอดนิยม ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตถูกขโมย Username และ Password โดยไม่รู้ตัว (Identity Theft) ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรมประสงค์ร้าย เช่น โปรแกรมม้าโทรจันยังนิยมแพร่กระจายผ่านทางเว็บไซต์ Social Networkดังกล่าวด้วยการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการล่อลวงผ่านทางเว็บ Social Network ดังที่กล่าวมาแล้ว คือ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ต้องคอยสังเกตเวลา Login เข้าเว็บไซต์ว่าเป็น เว็บไซต์จริงหรือเว็บไซต์ปลอม (เพื่อเป็นการป้องกันเทคนิค Phishing) และที่สำคัญ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องมีสติระลึกให้รู้ก่อนการคลิกเม้าส์หรือการป้อนข้อมูลส่วนตัว เช่น Username หรือ Password ลงในเว็บไซต์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ นอกจากนี้ยังควรหมั่น Update ข้อมูลข่าวสาร ให้เป็นปัจจุบัน โดยการเข้าไปอ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในอินเทอร์เน็ตหรืออ่านจากแมกกาซีนต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงเทคนิคการล่อลวงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา |
ภัยจากการทำธุรกรรมออนไลน์และการใช้ e-Commerce/e-Banking (Identity Theft, Credit Card/ATM fraud andFinancial Fraud)ภัยในข้อสองนี้กำลังมีอัตราการเพิ่มขึ้นตามความนิยมที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชอบหันมาทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น เช่น การโอนเงินไม่จำเป็นต้องโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มแต่สามารถโอนผ่านระบบ Internet Banking ได้ เนื่องจากสะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการ เดินทาง ที่สำคัญไม่ต้องใช้บัตรเอทีเอ็มก็สามารถโอนเงินได้ หรือการซื้อของผ่านทางอินเทอร์เน็ตสามารถใช้เพียงแค่ข้อมูลในบัตรเครดิตก็สามารถสั่งซื้อของได้โดยง่าย ดังนั้น กลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่จึงนิยมเจาะระบบการทำธุรกรรมออนไลน์เป็นหลัก เนื่องจาก มีผลประโยชน์เป็นตัวเงินจากการขโมยเงินในบัญชีของเหยื่อ เรียกว่า เลิก “Hack For Fun” แต่หันมา “Hack For Money” แทน อาชญากรไฮเทคสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จากการประกอบมิจฉาชีพโดยการเจาะระบบโดยบางคนทำเป็นอาชีพเลยก็มี นอกจากการเจาะระบบแล้วยังมีวิธีการโกงในแบบต่างๆ เช่น การแอบ copy แถบแม่เหล็กเพื่อปลอมบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็มอย่างผิดกฎหมายอีกด้วย (Skimming) นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่นเช่น เทคนิค Phishing และ Pharming ล่าสุดเหยื่อภัยอินเทอร์เน็ตถูกหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมม้าโทรจันลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทาง Internet Browser ยอดนิยมเช่น IE และ Firefox โดยโปรแกรมม้าโทรจัน ดังกล่าวมักจะทำงานในลักษณะของโปรแกรมดักข้อมูลจากคีย์บอร์ด (Keylogger/Spyware) เคยมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว โดยลูกค้าธนาคารแห่งหนึ่งถูกขโมยโอนเงินไปกว่า 800,000 บาท จากวิธีดังกล่าว เทคนิคการหลอกหลวงนั้นยังพัฒนาเพื่อการขโมย Username และ Password ของเหยื่อ เช่น เทคนิค Fast Flux และ เทคนิค Typosquatting หรือ URL hijacking ตลอดจนการโทรศัพท์ หลอกลวงให้เหยื่อหลงบอกข้อมูลส่วนตัวดังที่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ด้วยเทคนิค Vishing รวมทั้งการหลอกลวง โดยเทคโนโลยีดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ได้แก่ เทคนิค “Social Engineering” โดยการหลอกอำเหยื่อเพียงแค่ส่งอีเมล์มาหลอก นิยมเรียกเทคนิคนี้ว่า “Internet SCAM” เช่น การได้รับจดหมายหลอกลวงจากประเทศไนจีเรีย (Nigerian SCAM) โดยหลอกลวงว่าเราจะได้รับเงินก้อนใหญ่แค่เพียงโอนเงินค่าธรรมเนียมเล็กน้อยไปให้เขาก่อน เรียกว่า “ตกทองยุคไฮเทค“ ก็ว่าได้ ทางแก้ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวนี้ ก็เป็นทางแก้ปัญหาในแบบเดิมๆ ด้วยการกำหนดสติเวลาที่เรากำลังทำธุรกรรมออนไลน์ โดยต้องไม่หลงเชื่ออีเมล์หลอกลวงที่ทำให้เราเกิดความโลภและตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนการถูกแอบปลอมบัตรเครดิตนั้น ทางแก้คือ เราควรหมั่นตรวจเช็ค Credit Card Statement และถ้าพบปัญหาให้แจ้งไปยังธนาคารต้นสังกัดที่เราใช้บัตรเครดิตอยู่ ก็สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหา ดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น